เปิดโปง ขบวนการ แจ้งเกิดเท็จ สวมสิทธิ์ สัญชาติไทย ทูตจีน แถลง ด่วน !

ใช้ “พ่อทิพย์” เซ็นรับ เด็กจีนสวมสิทธิ์สัญชาติไทย ตำรวจไล่สาวเครือข่าย พบโยงโรงพยาบาล-ทะเบียนราษฎร

การปราบปรามขบวนการแจ้งเกิดเท็จเพื่อให้เด็กชาวจีนได้รับสัญชาติไทย กลายเป็นอีกคดีใหญ่ที่สะท้อนช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎรไทย หลังเจ้าหน้าที่ขยายผลพบพฤติการณ์ใช้ชายไทยเป็น “พ่อทิพย์” จดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรที่ไม่ใช่ลูกแท้ ก่อนใช้เอกสารการเกิดนำไปออกสูติบัตรและเพิ่มชื่อเด็กเข้าสู่ทะเบียนบ้าน

คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเอกสารปลอม แต่เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงกับการอำพรางตัวตน การถือครองทรัพย์สิน และการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นนอมินีของกลุ่มทุนสีเทาหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 กรมการปกครองร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ท. และ ปปง. เปิดปฏิบัติการชื่อ “ถอดเกล็ดมังกร” เข้าตรวจค้นและติดตามผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายดังกล่าว ทั้งกลุ่มนายหน้า ชายไทยที่ถูกระบุว่าเป็นพ่อทิพย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน เจ้าหน้าที่ทะเบียน และบิดามารดาชาวต่างชาติ

ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า ขบวนการทำงานเป็นขั้นตอน เริ่มจากนายหน้าจัดหาชายไทยให้จดทะเบียนสมรสหรือรับรองบุตรกับหญิงชาวจีน จากนั้นมีการประสานให้คลอดในโรงพยาบาลและจัดทำเอกสารรับรองการเกิด โดยระบุชื่อชายไทยเป็นบิดา ก่อนนำเอกสารไปยื่นต่อสำนักทะเบียนเพื่อออกสูติบัตรและบรรจุชื่อเด็กในทะเบียนบ้าน

จุดสำคัญอยู่ที่การระบุว่าเด็กมีบิดาเป็นคนไทย เพราะตามหลักสัญชาติไทย เด็กที่มีบิดาหรือมารดาเป็นคนไทยย่อมอาจได้สัญชาติไทยตามสายโลหิต แต่หากความเป็นบิดาถูกสร้างขึ้นด้วยเอกสารเท็จ สิทธิที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็อาจถูกเพิกถอนภายหลังได้

เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติของการแจ้งเกิดเด็กที่มี “แม่ชาวจีน-พ่อชาวไทย” จากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จำนวนมากผิดปกติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่การตรวจ DNA ในบางกรณี พบว่าเด็กไม่ตรงกับชายไทยที่ระบุเป็นบิดา กรมการปกครองจึงเริ่มดำเนินการเพิกถอนรายการแจ้งเกิดที่ตรวจพบว่าได้มาโดยมิชอบ

ก่อนหน้านี้ การขยายผลในพื้นที่นครราชสีมายังพบรูปแบบคล้ายกัน ทั้งการจดทะเบียนสมรสทิพย์ ปลอมเอกสารแจ้งเกิด และเตรียมบ้านเพื่อย้ายชื่อเด็กเข้าในทะเบียนบ้าน โดยมีรายงานว่าบางจุดพบความผิดปกติสะสมหลายสิบถึงกว่าร้อยกรณี ซึ่งยังต้องรอผลสอบสวนแยกเป็นรายกรณี

ผู้เกี่ยวข้องในคดีอาจเผชิญความผิดหลายฐาน ทั้งแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ความผิดตามกฎหมายทะเบียนราษฎร รวมถึงความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐหากพบว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

สถานทูตจีนชี้คดีมีความซับซ้อน ย้ำพลเมืองต้องเคารพกฎหมายไทย

ต่อมา โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามสื่อถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าฝ่ายจีนรับทราบรายงานข่าวแล้ว และจากข้อมูลที่เปิดเผย คดีมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายและมีความซับซ้อน ขณะนี้หน่วยงานไทยกำลังสอบสวนตามกฎหมาย จึงไม่ขอแสดงความเห็นในรายละเอียดของคดี

สถานทูตจีนย้ำว่า รัฐบาลจีนกำชับพลเมืองจีนในต่างประเทศให้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศที่พำนักอยู่เสมอ และหากมีการกระทำผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

พร้อมกันนั้น ฝ่ายจีนระบุว่าเคารพการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทย แต่หวังให้ไทยคุ้มครองสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนระหว่างการดำเนินคดี โดยเฉพาะสิทธิของผู้เยาว์ และยืนยันพร้อมสื่อสารร่วมมือกับไทย เพื่อรักษาบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

วิเคราะห์: ทำไมบางกลุ่มจึงพยายามให้บุตรมีสัญชาติไทย

ต้องแยกให้ชัดว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลและเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาบางกลุ่ม ไม่ใช่เหตุผลหรือพฤติกรรมของคนจีนทั้งหมด คนจีนจำนวนมากเข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน ลงทุน หรือมีครอบครัวในไทยอย่างถูกกฎหมาย

แต่ในมุมของขบวนการผิดกฎหมาย “สัญชาติไทย” อาจถูกมองเป็นเครื่องมือที่มีมูลค่าสูงด้วยเหตุผลหลัก ๆ ดังนี้

  • สร้างตัวตนในระบบไทย
    การมีชื่อในทะเบียนบ้านและเอกสารไทย ทำให้การเข้าถึงบริการ ธุรกรรม และการดำเนินชีวิตในไทยสะดวกขึ้นกว่าการเป็นชาวต่างชาติ
  • เชื่อมโยงการถือครองทรัพย์สินและธุรกิจ
    กฎหมายไทยมีข้อจำกัดต่อชาวต่างชาติในเรื่องที่ดินและธุรกิจบางประเภท จึงมีความเสี่ยงที่บุคคลสัญชาติไทยจะถูกใช้เป็นนอมินีถือทรัพย์สินหรือหุ้นแทนผู้มีอำนาจตัวจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • อำพรางเส้นทางการเงินและตัวตน
    หากเครือข่ายมีรายได้จากสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ หรือธุรกิจผิดกฎหมาย เอกสารและสถานะที่ดูเป็นคนไทยอาจถูกนำไปใช้เปิดบัญชี ทำธุรกรรม หรือย้ายทรัพย์สินให้ตรวจสอบยากขึ้น
  • วางฐานระยะยาวให้ครอบครัวและทรัพย์สิน
    เด็กที่มีสถานะไทยอาจถูกใช้เป็นจุดเชื่อมต่อระยะยาวของครอบครัวในไทย ทั้งด้านการศึกษา การอยู่อาศัย ทรัพย์สิน และโครงสร้างธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเอาผิดคือผู้จัดหา นายหน้า ผู้ปลอมเอกสาร ผู้ใช้เอกสาร และเจ้าหน้าที่ที่อาจร่วมทุจริต ขณะเดียวกันรัฐต้องเร่งปิดช่องโหว่ด้วยการตรวจสอบความสัมพันธ์ทางสายเลือดในกรณีมีพิรุธ เชื่อมข้อมูลโรงพยาบาล-ทะเบียนราษฎร และตรวจสอบเส้นทางการเงินของขบวนการอย่างจริงจัง

แต่คำถามที่สังคมต้องการคำตอบคือ ขบวนการลักษณะนี้ทำกันมานานเพียงใด? และเหตุใดจึงเพิ่งมาโป๊ะแตกในตอนนี้

ที่สำคัญ ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเด็กที่ได้สัญชาติไทยจากการแจ้งเกิดเท็จจริง ๆ แล้วกี่รายกันแน่

Leave a Comment

Scroll to Top