
เหตุใดข่าวฐานสแกมเมอร์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จึงกลับมาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศพร้อมกันอีกครั้ง?
จุดเริ่มต้นมาจากรายงานสืบสวนล่าสุดของ Reuters ซึ่งเปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับอาคารหลายหลังภายในพื้นที่ Royal Hill เมืองโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ใกล้ชายแดนไทย

ภายในอาคารพบฉากที่จัดทำขึ้นให้มีลักษณะเหมือนสถานีตำรวจและเคาน์เตอร์ธนาคาร ห้องโทรศัพท์เก็บเสียง ตลอดจนโต๊ะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าถูกนำมาใช้ในขบวนการหลอกลวงเหยื่อจากหลายประเทศ

Reuters ระบุว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไทยประเมินว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยรองรับคนประมาณ 3,000 คนอย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ภายในฐานสแกมไม่ได้เป็นเพียงมิจฉาชีพที่สมัครใจเข้ามาทำงานเท่านั้น
ผู้รอดชีวิตหลายรายให้ข้อมูลว่า พวกเขาถูกหลอกด้วยประกาศรับสมัครงานรายได้ดี ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทาง กักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้ทำงานหลอกเงินผู้อื่น
ทำให้คนกลุ่มนี้ตกอยู่ในสถานะที่ซับซ้อน คือเป็นทั้งผู้ที่ถูกบังคับให้ร่วมกระทำความผิดและเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในเวลาเดียวกัน

รายงานของ Reuters ระบุว่า ผู้เช่าสัญชาติจีนทำสัญญาเช่าอาคารสามหลังภายในพื้นที่ Royal Hill เป็นเวลา 2 ปี ในอัตราค่าเช่ารวมเดือนละ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ตีเป็นเงินไทย ประมาณ 6,500,000 บาทต่อเดือน หรือ กว่า 80,000,000 บาทต่อปี โอ้.. ลองคิดดูสิว่า รายได้จากการหลอกลวงเยอะขนาดไหน
โดยฝ่ายผู้ให้เช่าคือ Royal Hill Resort and Casino ซึ่งดำเนินงานภายใต้ Lim Heng Group กลุ่มธุรกิจของ Lim Heng นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลชาวกัมพูชา

สัญญาดังกล่าวลงนามโดยผู้เช่าชาวจีนและ Seng Chanthy ซึ่งขณะนั้นเป็นพนักงานของ Royal Hill
ซึ่ง Reuters ไม่ได้ระบุว่าเงินค่าเช่าถูกจ่ายเข้าบัญชีของบุคคลใดโดยตรง และยังไม่พบหลักฐานโดยตรงว่าเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วมในการดำเนินขบวนการหลอกลวง

แต่หลักฐานที่ปรากฏทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมา
สถานที่ซึ่งรองรับคนหลายพันคน ต้องใช้ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ระบบรักษาความปลอดภัย และมีการสร้างฉากสถานีตำรวจหรือธนาคารปลอมขึ้นภายใน สามารถเปิดดำเนินงานมาเป็นเวลานานได้อย่างไร?
เป็นไปได้เพียงใดที่กิจกรรมขนาดใหญ่เช่นนี้จะเกิดขึ้นใกล้คาสิโนและชายแดน โดยหน่วยงานหรือผู้มีอำนาจในพื้นที่ไม่รับรู้ถึงความผิดปกติ?

แน่นอนว่า หลัง Reuters เผยแพร่รายงานดังกล่าว สื่อต่างประเทศหลายแห่งได้นำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อ รวมถึง The Japan Times ขณะที่ประเด็นดังกล่าวเริ่มถูกพูดถึงในสื่อและสังคมออนไลน์ของกัมพูชาอีกครั้ง

ผู้ใช้โซเชียลชาวกัมพูชาบางส่วนปฏิเสธว่าฝ่ายกัมพูชามีส่วนรู้เห็น พร้อมกล่าวหาว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้พานักข่าวต่างชาติเข้าไปในพื้นที่เพื่อป้ายสีกัมพูชา

แต่การโต้เถียงว่าใครเป็นผู้พาสื่อเข้าไป อาจไม่ใช่คำถามสำคัญที่สุด

คำถามที่ควรได้รับคำตอบมากกว่าคือ ใครเป็นผู้ดำเนินงานฐานสแกมแห่งนี้ ใครได้รับผลประโยชน์ ใครปล่อยให้สถานที่ขนาดใหญ่เช่นนี้เปิดดำเนินงาน และเครือข่ายที่เคยอยู่ภายในย้ายไปอยู่ที่ใดแล้ว
พี่เป็ด DuckNews มองว่า ข่าวนี้คงไม่จบลงง่าย ๆ เพราะทุกวันนี้ผู้คนทั่วโลกยังคงได้รับโทรศัพท์และข้อความหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง
การปิดหรือทิ้งฐานสแกมแห่งหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายทั้งหมดจะหายไปพร้อมกับอาคาร
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ คน อุปกรณ์ เงินทุน และฐานข้อมูลของเหยื่อ อาจถูกเคลื่อนย้ายไปตั้งฐานปฏิบัติการแห่งใหม่ในเมืองอื่นแล้วก็เป็นได้
คุณล่ะ ยังได้รับโทรศัพท์ ข้อความ หรือ อีเมล หลอกลวง อยู่หรือไม่ ?
และคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ?
แหล่งอ้างอิงข่าว
สื่อ รอยเตอร์
https://www.facebook.com/reel/1395302825820342
สื่อ RFI
https://www.facebook.com/reel/4011283955843072
สื่อ เจแปนไทม์
https://www.facebook.com/share/p/14kgYFzs1PJ/
