
วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 เกิดเหตุ ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองจาน ระหว่างปฏิบัติภารกิจสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่ชายแดน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว
เขาเดินเข้าไปตามหาทุ่นระเบิด เพื่อไม่ให้ชาวบ้านหรือเพื่อนทหารต้องเป็นคนเหยียบ
แต่สุดท้าย เพียงหนึ่งก้าวกลับเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

ผู้บาดเจ็บเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 ซึ่งเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN ส่งผลให้ข้อเท้าซ้ายขาด และได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวากับแขน ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกนับเป็น “ขาที่ 14” ของกำลังพลไทยที่ต้องสูญเสียจากทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

คนเก็บกู้ระเบิด กลับต้องเสียขาเสียเอง
จุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่อันตรายยืนยัน รหัส CHA 27-01/01 ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 80,800 ตารางเมตร
เจ้าหน้าที่สำรวจและเก็บกู้ไปแล้วประมาณ 62,000 ตารางเมตร เหลือพื้นที่เสี่ยงอีกเกือบ 19,000 ตารางเมตร ก่อนเกิดเหตุ ชุดปฏิบัติงานพบแนวทุ่นระเบิด PMN และกำลังสำรวจเพื่อกำหนดขอบเขตอันตรายเพิ่มเติม
แต่ระหว่างภารกิจ ทุ่นระเบิดลูกหนึ่งทำงานขึ้น
ภารกิจที่ตั้งใจเข้าไปช่วยชีวิตคนอื่น จึงจบลงด้วยการที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งต้องสูญเสียอวัยวะเสียเอง
สิ่งที่เจ็บปวดไม่ใช่แค่แรงระเบิด
แต่คือคนที่เข้าไปนำอันตรายออกจากแผ่นดิน กลับต้องกลายเป็นเหยื่อของอันตรายนั้น

บ้านหนองจาน จากแผ่นดินช่วยผู้ลี้ภัย สู่พื้นที่พิพาท
ชื่อ บ้านหนองจาน ไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นพร้อมข่าวทุ่นระเบิด
ย้อนกลับไปในช่วงสงครามกัมพูชา พื้นที่บริเวณนี้เคยใช้รองรับและให้ความช่วยเหลือชาวกัมพูชาที่หนีภัยการสู้รบ โดยมีหน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศเข้ามาช่วยดูแล จนเกิดเป็นค่ายผู้ลี้ภัยหนองจาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Camp 511
เอกสารและภาพถ่ายของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศยืนยันว่า มีการอพยพและให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาบนแผ่นดินไทยบริเวณหนองจานตั้งแต่ราวปี 2523
ต่อมา กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพไทยระบุว่า ชุมชนชาวกัมพูชาบางส่วนขยายตัวออกจากพื้นที่พักพิงเดิม และเกิดการตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ไทยถือว่าอยู่ในเขตอธิปไตยของตน จนกลายเป็นปัญหาที่ต้องเจรจาผ่านกลไกชายแดนไทย–กัมพูชา
พูดง่าย ๆ คือ พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งไทยเปิดให้คนหนีสงครามเข้ามาพักพิงชั่วคราว วันนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายมีคำอธิบายไม่ตรงกันว่า ใครควรอยู่ตรงไหน
จากพื้นที่มนุษยธรรม จึงค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่การเมือง
และจากพื้นที่การเมือง วันนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ทุ่นระเบิด

ระเบิดมาจากไหน และมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร?
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า ทุ่นระเบิดลูกนี้เป็นชนิดใด แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า ถูกวางไว้ตั้งแต่เมื่อไร
ฝ่ายไทยเคยรายงานว่า มีทหารกัมพูชาปะปนหรือแฝงตัวอยู่กับกลุ่มพลเรือนในพื้นที่บ้านหนองจานระหว่างความตึงเครียดชายแดน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายืนยันว่าบุคคลในพื้นที่เป็นประชาชนของตนเอง ข้อกล่าวหานี้ยังเป็นข้อมูลจากคู่ขัดแย้งและควรได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ

สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ ก่อนหน้านี้ชุมชนกัมพูชาอาศัยและทำมาหากินอยู่ในบริเวณใกล้เคียงมานาน แต่เหตุใดหลังเกิดการปะทะและการเคลื่อนกำลัง ทุ่นระเบิดจึงถูกตรวจพบเพิ่มขึ้น และล่าสุดทำงานจนเจ้าหน้าที่ไทยต้องสูญเสียขา
นี่ไม่ได้แปลว่าเราสามารถสรุปทันทีว่าใครเป็นผู้วาง แต่มันเพียงพอที่จะทำให้เกิดคำถามว่า—
หากเป็นทุ่นระเบิดเก่าที่อยู่มานาน เหตุใดประชาชนในพื้นที่จึงไม่เคยเหยียบมาก่อน?

พื้นที่นี้เคยถูกสำรวจหรือสัญจรผ่านจุดเกิดเหตุมากน้อยเพียงใด?
ตำแหน่งและสภาพของทุ่นระเบิดสอดคล้องกับวัตถุระเบิดตกค้างจากสงคราม หรือมีร่องรอยการเคลื่อนย้ายและวางใหม่หรือไม่?
คำถามเหล่านี้ไม่ควรถูกตอบด้วยความรู้สึกหรือคำแถลงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องตอบด้วยพิกัด ภาพถ่าย สภาพดิน อายุของชิ้นส่วน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

คำว่า “ระเบิดเก่า” ต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป
รายงานเบื้องต้นบางแห่งระบุว่า ทุ่นระเบิดในพื้นที่อาจเป็นวัตถุระเบิดเก่าที่หลงเหลือจากสงคราม
แต่คำว่า “เก่า” ไม่ควรกลายเป็นคำตอบสำเร็จรูปทุกครั้งที่เกิดเหตุ
เพราะไม่ว่าจะเป็นระเบิดอายุ 40 ปี หรือเพิ่งถูกนำมาวางเมื่อไม่นานมานี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็เหมือนกัน—ทหารไทยหนึ่งนายต้องเสียขา และครอบครัวหนึ่งครอบครัวต้องเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

ไทยจึงควรเปิดเผยผลตรวจสอบทุ่นระเบิดอย่างละเอียด ทั้งหมายเลขการผลิต สภาพวัสดุ ความลึกของการฝัง ร่องรอยการรบกวนดิน และตำแหน่งเมื่อเทียบกับเส้นทางที่เคยใช้งาน
หากเป็นระเบิดเก่า ก็ต้องชี้แจงว่าเหตุใดจึงเพิ่งถูกพบ
แต่หากพบหลักฐานว่าเป็นการวางใหม่ เรื่องนี้จะไม่ใช่เพียงปัญหาเก็บกู้วัตถุระเบิดอีกต่อไป
มันจะกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อความรับผิดชอบระหว่างประเทศทันที

ขาที่ 14 ต้องไม่กลายเป็นแค่ตัวเลข
เหตุ ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองจาน ไม่ควรถูกเลื่อนผ่านเป็นข่าวด่วนอีกหนึ่งชิ้น
เพราะเบื้องหลังจุดเกิดเหตุ มีทั้งประวัติศาสตร์ผู้ลี้ภัย ปัญหาการตั้งถิ่นฐาน ข้อพิพาทชายแดน การเคลื่อนกำลังทหาร และทุ่นระเบิดที่ยังไม่มีใครอธิบายที่มาได้อย่างสิ้นข้อสงสัย
ครั้งหนึ่ง บ้านหนองจานเคยเป็นพื้นที่ซึ่งไทยเปิดทางให้ผู้หนีสงครามเข้ามารักษาชีวิต

แต่วันนี้ ทหารไทยกลับต้องเสียขาบนแผ่นดินแห่งเดียวกัน
เมื่อประเทศไทยต้องนับมาถึง ขาที่ 14 คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ใต้ดินยังมีทุ่นระเบิดอีกกี่ลูก
แต่คือ—
ใครจะตรวจสอบให้ชัดว่าระเบิดเหล่านั้นมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ก่อนที่ไทยจะต้องเริ่มนับขาที่ 15?
